หลายคนที่กำลังคิดจะติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของบ้านเพื่อช่วยลดค่าไฟในบ้าน อาจกำลังชั่งใจว่าลงทุนตอนนี้คุ้มหรือไม่ ล่าสุดมีอีกปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ซึ่งเปิดทางให้บุคคลธรรมดาที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนบ้านอยู่อาศัย สามารถนำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้ง มาลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้วไม่เกิน 200,000 บาท ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่า “รัฐให้ลดหย่อนภาษี” เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่รายละเอียดของเงื่อนไขด้วย เพราะแม้จะติดตั้งโซลาร์จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้สิทธิได้ทุกกรณี ผู้ที่จะใช้สิทธิได้ต้องเป็นบุคคลธรรมดา ระบบต้องติดตั้งบนบ้านสำหรับอยู่อาศัย ต้องเป็นระบบแบบ On-Grid ที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า และต้องมี e-Tax Invoice ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
สาระหลักของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือการให้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้แก่บุคคลธรรมดา สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่บุคคลสามารถเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ โดยระบบดังกล่าวต้องเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และให้นำยอดค่าใช้จ่ายนั้นมาใช้สิทธิได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ถ้าพูดให้เข้าใจง่าย มาตรการนี้คือ แรงจูงใจทางภาษี สำหรับคนที่อยากติดตั้ง Solar Rooftop บ้านสำหรับอยู่อาศัย เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นบางส่วน แม้จะไม่ใช่การคืนเงินสดตรง ๆ แต่ก็ช่วยลดฐานภาษีเงินได้ ทำให้ภาพรวมของการติดตั้งโซลาร์ในบ้านดูน่าสนใจขึ้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่เดิมตั้งใจติดอยู่แล้วเพื่อประหยัดค่าไฟในระยะยาว
ผู้มีสิทธิใช้มาตรการนี้คือ บุคคลธรรมดา โดยกฎหมายระบุชัดว่าไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือกองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง ดังนั้น ถ้าการติดตั้งอยู่ในนามบุคคลธรรมดาและเป็นบ้านสำหรับอยู่อาศัย ก็มีโอกาสเข้าเกณฑ์ แต่ถ้าเป็นการติดตั้งในนามกิจการหรือโครงสร้างภาษีแบบอื่น จะต้องพิจารณาคนละมาตรการ
จากข้อความในกฎหมายและเอกสารสรุปของกรมสรรพากร จุดสำคัญอยู่ที่ระบบจะต้องติดตั้งบนอาคารที่ใช้เป็น ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น
หลังคาบ้าน
ดาดฟ้าบ้าน
ส่วนที่เป็นอาคารซึ่งบุคคลสามารถเข้าอยู่หรือใช้สอยได้
ในทางปฏิบัติ จึงครอบคลุมที่อยู่อาศัยหลายรูปแบบ เช่น
บ้านเดี่ยว
บ้านแฝด
ทาวน์เฮ้าส์
โฮมออฟฟิศ
อาคารพาณิชย์หรือตึกแถวที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย
กรมสรรพากรสรุปไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรการนี้เป็นการส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย และยังย้ำเรื่องการเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าแบบ On-Grid ไว้ชัดเจน
ลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท โดยรวมทั้ง
ค่าซื้ออุปกรณ์
ค่าติดตั้งระบบ
หากค่าใช้จ่ายรวม 120,000 บาท ก็ใช้สิทธิได้ 120,000 บาท แต่ถ้าค่าใช้จ่ายรวม 300,000 บาท ก็ใช้สิทธิได้สูงสุดแค่ 200,000 บาทตามเพดานที่กฎหมายกำหนด
ต้องเข้าใจก่อนว่า ลดหย่อน ไม่เท่ากับได้เงินคืนเต็มจำนวน นี่เป็นอีกจุดที่คนมักเข้าใจผิด มาตรการนี้ไม่ได้แปลว่ารัฐคืนเงิน 200,000 บาท แต่หมายถึงสามารถนำค่าใช้จ่ายที่เข้าเกณฑ์ไปใช้ยกเว้นภาษีเงินได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท ผลประโยชน์ที่ได้จริงจึงขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคนด้วย
พูดง่าย ๆ คือ คนที่มีภาระภาษีต่างกัน ย่อมเห็นผลประหยัดภาษีไม่เท่ากัน แม้จะติดตั้งระบบราคาใกล้เคียงกันก็ตาม
การจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ได้ ไม่ได้จบแค่การมีใบเสนอราคาและติดตั้งแผงบนหลังคา แต่ต้องผ่านเงื่อนไขสำคัญหลายข้อ ซึ่งแต่ละข้อมีผลต่อการใช้สิทธิโดยตรง
กฎหมายระบุชัดว่าเป็นระบบที่ติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ จึงต้องอยู่ในกรอบของ “บ้านอยู่อาศัย” เป็นหลัก ไม่ใช่การติดตั้งแบบนอกกรอบหรือใช้คำอธิบายกว้างเกินไป
กรมสรรพากรย้ำเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นระบบที่ เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า (On-Grid) ของ
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
นี่จึงเป็นจุดที่เจ้าของบ้านควรถามผู้ให้บริการตั้งแต่แรกว่า ระบบที่กำลังจะติดตั้งเข้าเงื่อนไขนี้หรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกระบบโซลาร์จะอยู่ในรูปแบบเดียวกัน
เงื่อนไขด้านเอกสารถือว่าสำคัญมาก เพราะมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎีกากำหนดว่า ต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และต้องได้รับใบกำกับภาษีที่จัดทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Tax Invoice
ตรงนี้มีความหมายในทางปฏิบัติว่า ต่อให้ติดตั้งจริง ถ้าเอกสารภาษีไม่ถูกต้อง ก็อาจไม่สามารถใช้สิทธิได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจจ้างติดตั้ง ควรถามให้ชัดว่า
ร้านหรือบริษัทจด VAT หรือไม่
ออก e-Tax Invoice แบบเต็มรูปได้หรือไม่
รายการค่าใช้จ่ายในใบกำกับภาษีแยกชัดเจนหรือไม่
มาตรการนี้ไม่ได้เปิดให้ใช้สิทธิซ้ำหลายครั้ง โดยเอกสารของกรมสรรพากรระบุชัดว่า ใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง และจำนวนไม่เกิน 1 ระบบ ตลอดระยะเวลาของมาตรการ
นั่นหมายความว่า หากมีแผนจะติดตั้ง ควรวางระบบและงบประมาณให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะไม่ใช่มาตรการที่ออกแบบมาให้ทยอยใช้สิทธิหลายรอบ
กฎหมายระบุว่า สามารถใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ หนึ่งครั้งในปีภาษีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ ไม่ได้ยึดแค่ปีที่เริ่มติดตั้งหรือปีที่จ่ายเงินงวดแรกเท่านั้น ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะในโลกความจริง การติดตั้งโซลาร์หนึ่งระบบอาจไม่ได้จบในวันเดียว มีทั้งขั้นตอนสำรวจหน้างาน ตกลงแบบ ยื่นเอกสาร ติดตั้ง และประสานการเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า หากเจ้าของบ้านวางแผนเรื่องภาษีไว้ แต่ไม่ได้นับเผื่อระยะเวลาการเชื่อมต่อจริง ก็อาจใช้สิทธิคนละปีภาษีกับที่คาดไว้ ดังนั้น ใครที่จริงจังกับการวางแผนภาษี ควรเก็บเอกสารทุกส่วนไว้ให้ครบ ทั้ง สัญญา ใบกำกับภาษี หลักฐานการชำระเงิน หลักฐานการเชื่อมต่อระบบสำเร็จ
พระราชกฤษฎีการะบุว่าให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะที่ข่าวกรุงเทพธุรกิจสรุปว่าเอกสารดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 และมีผลใช้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 กรมสรรพากรเองก็สรุปกรอบเวลาเดียวกันว่า มาตรการ Solar Rooftop สำหรับบ้านอยู่อาศัยใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันที่กฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษา จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 สรุปช่วงเวลาสำคัญที่ควรรู้ เริ่มใช้มาตรการ 3 มีนาคม 2569 สิ้นสุดมาตรการ 31 ธันวาคม 2571 ใช้สิทธิในปีภาษีที่เชื่อมต่อระบบสำเร็จ คำตอบคือ ไม่ได้ หากเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียวกัน เพราะมาตรา 5 ของพระราชกฤษฎีการะบุว่า ค่าใช้จ่ายที่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามฉบับนี้ ต้องไม่นำไปใช้สิทธิยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงฉบับอื่นอีก ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนใช้สิทธิซ้ำกับมาตรการอื่นได้หรือไม่?
สำหรับคนที่กำลังคุยกับผู้รับติดตั้งอยู่แล้ว หรือเพิ่งเริ่มหาข้อมูล นี่คือเช็กลิสต์ที่ควรดูก่อนเซ็นสัญญา เป็นระบบ On-Grid หรือไม่ สามารถเชื่อมต่อกับ กฟน. หรือ กฟภ. ได้หรือไม่ ติดตั้งบนบ้านอยู่อาศัยตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ออก e-Tax Invoice ได้หรือไม่ มีการระบุค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งชัดเจนหรือไม่ จะเชื่อมต่อระบบสำเร็จในปีภาษีใด มีเอกสารครบสำหรับใช้ยื่นภาษีหรือไม่ มีแผนใช้สิทธิอื่นซ้ำกับค่าใช้จ่ายก้อนเดียวกันหรือไม่ แม้มาตรการนี้จะดูเหมือนเป็นเรื่องภาษีล้วน ๆ แต่เหตุผลของกฎหมายสะท้อนชัดว่า รัฐต้องการส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคครัวเรือน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยเดินไปสู่ความยั่งยืนด้านพลังงาน รวมถึงเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เช็กระบบให้ชัด
เช็กผู้ขายหรือผู้ติดตั้ง
เช็กแผนการใช้สิทธิ
มาตรการนี้เหมาะกับคนที่กำลังติดตั้ง Solar Rooftop บ้านอยู่อาศัย และต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอย่างถูกต้อง โดยมีเงื่อนไขหลักดังนี้ ผู้ใช้สิทธิต้องเป็น บุคคลธรรมดา ต้องติดตั้งบน บ้านอยู่อาศัย ต้องเป็นระบบ On-Grid ต้องเชื่อมต่อกับ กฟน. หรือ กฟภ. ต้องมี e-Tax Invoice ลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 200,000 บาท ใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 1 ระบบ ใช้สิทธิใน ปีภาษีที่เชื่อมต่อระบบสำเร็จ ใช้กับค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571 สุดท้ายแล้ว สำหรับเจ้าของบ้านที่ตั้งใจติดโซลาร์อยู่แล้ว มาตรการนี้ถือเป็นแรงสนับสนุนที่ค่อนข้างชัด เพราะช่วยให้ภาพรวมการลงทุนดูคุ้มขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องวงเงินลดหย่อน คือการเตรียมเอกสารและเลือกผู้ติดตั้งที่เข้าเงื่อนไขตั้งแต่ต้น เพราะสิทธิทางภาษีจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อรายละเอียดทุกอย่างเดินตามเกณฑ์ของกฎหมายครบถ้วน ข้อมูลอ้างอิงจาก: กรุงเทพธุรกิจ, ข่าว “ราชกิจจาฯ ประกาศแล้ว ยกเว้นภาษีโซลาร์เซลล์ ลดหย่อนไม่เกิน 2 แสน เช็กเงื่อนไข!” กรมสรรพากร, เอกสาร “มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย"
A: ใช้ได้เฉพาะบุคคลธรรมดา ที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนของอาคารที่เข้าอยู่หรือใช้สอยได้ และระบบนั้นต้องเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยกฎหมายระบุชัดว่า ไม่รวมห้างหุ้นส่วนสามัญ คณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล และกองมรดกที่ยังมิได้แบ่ง
A: ลดหย่อนได้ ตามที่จ่ายจริง แต่รวมแล้วไม่เกิน 200,000 บาท โดยครอบคลุมทั้ง ค่าซื้ออุปกรณ์ และค่าติดตั้งระบบ ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินคืนสดเต็มจำนวน แต่เป็นการนำค่าใช้จ่ายไปใช้ยกเว้นภาษีเงินได้ จึงประหยัดภาษีได้มากน้อยต่างกันตามฐานภาษีของแต่ละคน
A: ต้องเป็นระบบ On-Grid หรือระบบที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้า ของ กฟน. หรือ กฟภ. และติดตั้งบนบ้านอยู่อาศัย ตามที่กรมสรรพากรสรุปไว้ในเอกสารมาตรการภาษีสำหรับ Solar Rooftop บ้านอยู่อาศัย ดังนั้นไม่ใช่ทุกระบบโซลาร์จะเข้าเกณฑ์นี้โดยอัตโนมัติ
A: ต้องมีใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเต็มรูป (e-Tax Invoice) และต้องจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 5 เพราะหากเอกสารภาษีไม่ถูกต้อง แม้ติดตั้งจริงก็อาจใช้สิทธิไม่ได้
A: มาตรการนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่จ่ายตั้งแต่วันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ จนถึง 31 ธันวาคม 2571 และใช้สิทธิได้ 1 ครั้ง สำหรับ 1 ระบบ ใน ปีภาษีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ ไม่ได้ยึดแค่ปีที่เริ่มติดตั้งหรือปีที่จ่ายเงินงวดแรกเท่านั้น
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล
ราคาเริ่ม - บาท
ค่าเช่าเริ่ม - บาท/เดือน
ไม่มีข้อมูล